การเลี้ยงสัตว์
การดำรงชีวิตประจำวันของมนุษย์จำเป็นต้องกินอาหารจากพืชและสัตว์บางชนิดเป็นอาหารเชื่อกันว่ามนุษย์สมัยโบราณเมื่อประมาณ
18000 ปีมาแล้ว เริ่มเลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะ โค กระบือ ให้เชื่องได้
เพื่อใช้เป็นแรงงาน เป็นอาหาร เป็นเครื่องมือชี้วัดฐานะความร่ำรวยของมนุษย์ในยุคดังกล่าวด้วย
นอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงสัตว์ปีก เช้น ไก่ เป็ด ห่าน นกสวยงาม และสัตว์เล็กๆ เช่น
แพะ แกะ กวาง สุกร เป็นต้น
ประโยชน์ของการเลี้ยงสัตว์
1. ใช้เป็นอาหาร
เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ให้สารอาหารที่สำคัญต่อร่างกายมนุษย์โดยเฉพราะโปรตีน
ซึ่งสร้างการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอให้ร่างกาย
2.ช่วยรักษาและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน
โดยเฉพราะมูลของสัตว์ชนิดต่างๆ เช่น โค
กระบือ ไก่ เป็ด สุกร
เป็นต้น
ที่เรียกว่า ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยฑรรมชาติ ซึ่งมีอัตราการสลายตัวช้า
จึงทำให้โครงสร้างของดินโปร่ง ระบายน้ำและอากาศได้ดี
3. ใช้ประโยชน์ทางด้านแรงงาน
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบปัญหาด้านพลังงานที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงสำหรับใช้กับเครื่องยนต์ทุ่นแรงมีราคาสูง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตามไปด้วยเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว เกษตรกรบางส่วนจึงนำแรงงานสัตว์โดยเฉพราะ โค กระบือ กลับมาใข้ทำนา ทำไร่ ดังนั้น แรงงานที่ใช้ในเกษตรกรรมในชนบทส่วนใหญ่จึงมาจากการเลี้ยงโค กระบือ
4.ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า
โดยนำสิ่งเหลือใช้จากสัตว์ หนัง โค,กระบือ,สุกร ขนสัตว์ กระดูก เขา ฟัน เครื่องในสัตว์ เป็นต้น มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยนำไปทำกระเป๋า รองเท้า เข็มขัด เก้าอี้ เบาะหุ้มหนังหรือกระดูกสัตว์นำไปใช้ทำกาว วัสดุฟอกน้ำตาลให้มีความบริสุทธิ์มากขึ้น เป็นต้น
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบปัญหาด้านพลังงานที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงสำหรับใช้กับเครื่องยนต์ทุ่นแรงมีราคาสูง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตามไปด้วยเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว เกษตรกรบางส่วนจึงนำแรงงานสัตว์โดยเฉพราะ โค กระบือ กลับมาใข้ทำนา ทำไร่ ดังนั้น แรงงานที่ใช้ในเกษตรกรรมในชนบทส่วนใหญ่จึงมาจากการเลี้ยงโค กระบือ
4.ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า
โดยนำสิ่งเหลือใช้จากสัตว์ หนัง โค,กระบือ,สุกร ขนสัตว์ กระดูก เขา ฟัน เครื่องในสัตว์ เป็นต้น มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยนำไปทำกระเป๋า รองเท้า เข็มขัด เก้าอี้ เบาะหุ้มหนังหรือกระดูกสัตว์นำไปใช้ทำกาว วัสดุฟอกน้ำตาลให้มีความบริสุทธิ์มากขึ้น เป็นต้น
5. ช่วยลดต้นทุนในการผลิต
เช่นการเลี้ยงปลาควบคู่กับการเลี้ยงไก่ไข่ โดยใช้มูลไก่เป็นอาหารปลา การเลี้ยงห่านในสวนส้มเพื่อให้ห่วนช่วยกำจัดวัชพืชหรือหญ้าที่เติบโตในสวนส้มและให้มูลแก่ต้นส้ม เพื่อให้ต้นส้มเจริญเติบโตและได้ผลดกขึ้น
6. ช่วยรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สวยงาม สะอาด และ ร่มรื่น เช่นการเลี้ยงปลาสวยงามสำหรับชมความงาม สีสันของปลาและพรรณไม้น้ำที่เลี้ยงตามสถานที่ต่างๆช่วยให้เรารู้สึกสดชื่น ผ่อนคลายความเครียดในชีวิตประจำวัน เป็นต้น
เช่นการเลี้ยงปลาควบคู่กับการเลี้ยงไก่ไข่ โดยใช้มูลไก่เป็นอาหารปลา การเลี้ยงห่านในสวนส้มเพื่อให้ห่วนช่วยกำจัดวัชพืชหรือหญ้าที่เติบโตในสวนส้มและให้มูลแก่ต้นส้ม เพื่อให้ต้นส้มเจริญเติบโตและได้ผลดกขึ้น
6. ช่วยรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สวยงาม สะอาด และ ร่มรื่น เช่นการเลี้ยงปลาสวยงามสำหรับชมความงาม สีสันของปลาและพรรณไม้น้ำที่เลี้ยงตามสถานที่ต่างๆช่วยให้เรารู้สึกสดชื่น ผ่อนคลายความเครียดในชีวิตประจำวัน เป็นต้น
หลักการเลี้ยงสัตว์
พันธุ์สัตว์
เกษตรกรไทย
ยังไม่ให้ความสำคัญต่อพันธุ์สัตว์ที่นำมาใช้เลี้ยงมากนัก
จึงมิได้ให้ความสำคัญต่อคุณภาพทางพันธุกรรมของสัตว์ที่นำมาใช้เลี้ยง โดยเฉพาะในโคและกระบือ
ปัจจุบันเกษตรกรไทยเริ่มให้ความสำคัญต่อการเลือกซื้อหาสัตว์ที่มีคุณภาพดีมาเลี้ยงมากขึ้นโดยเฉพาะในไก่ เป็ด
และสุกร
เกษตรกรจำนวนมากยังนิยมตอนโคและกระบือ ที่มีขนาดใหญ่และรูปร่างดีเพื่อนำไปใช้งาน
คงปล่อยให้โคและกระบือตัวผู้ขนาดเล็กไว้คุมฝูงจึงทำให้ลูกโคและกระบือที่ คลอดออกมาระยะหลังๆ มีขนาดเล็กลง
ดังนั้นเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์จึงควรที่จะได้เลือกหาซื้อสัตว์พันธุ์ดีมา เลี้ยง ไม่ใช่สัตว์อะไรก็ได้
และควรจะได้สงวนสัตว์ที่ดีมีรูปร่างใหญ่ให้นมมาก ให้เนื้อมาก ให้ลูกดก ให้ลูกบ่อย มีความทนทานต่อโรคเก็บไว้เลี้ยงทำพันธุ์
โดยเฉพาะควรจะเปลี่ยนวิธีตอนสัตว์เสียใหม่โดยให้ตอนตัวเล็กๆ ให้หมด และเก็บตัวใหญ่เอาไว้ทำพันธุ์
อาหารสัตว์
เกษตรกรจำนวนมากยังไม่ให้ความสนใจต่อการให้อาหารโคและกระบือเท่ากับผู้ เลี้ยงสุกร ไก่ และเป็ด โดยคิดเอาว่าโค และกระบือหาอาหารกินเองได้ ไม่จำเป็นต้องจัดหาอาหารให้ แม้แต่สุกร ไก่ และเป็ดเอง แม้รู้ว่าต้องจัดหาอาหารให้ก็ยังไม่รู้ว่าระยะใดสัตว์ต้องการอาหารชนิดใด มากน้อยเท่าใดจึงจะเหมาะสม เกษตร -กร ที่ทำการเลี้ยงสัตว์จึงจำเป็นต้องศึกษาเรื่องการให้อาหารสัตว์ และจัดหาอาหารมาให้สัตว์กินให้ถูกต้องกับความต้องการจึงจะทำให้สัตว์นั้น เจริญเติบโตได้ดี ให้นมมากให้ลูกทุกปี หรือให้ลูกดก และไม่เป็นโรคต่างๆ เนื่องจากการขาดอาหาร
เกษตรกรจำนวนมากยังไม่ให้ความสนใจต่อการให้อาหารโคและกระบือเท่ากับผู้ เลี้ยงสุกร ไก่ และเป็ด โดยคิดเอาว่าโค และกระบือหาอาหารกินเองได้ ไม่จำเป็นต้องจัดหาอาหารให้ แม้แต่สุกร ไก่ และเป็ดเอง แม้รู้ว่าต้องจัดหาอาหารให้ก็ยังไม่รู้ว่าระยะใดสัตว์ต้องการอาหารชนิดใด มากน้อยเท่าใดจึงจะเหมาะสม เกษตร -กร ที่ทำการเลี้ยงสัตว์จึงจำเป็นต้องศึกษาเรื่องการให้อาหารสัตว์ และจัดหาอาหารมาให้สัตว์กินให้ถูกต้องกับความต้องการจึงจะทำให้สัตว์นั้น เจริญเติบโตได้ดี ให้นมมากให้ลูกทุกปี หรือให้ลูกดก และไม่เป็นโรคต่างๆ เนื่องจากการขาดอาหาร
อาหารหลักที่สำคัญๆ
ที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ควรจะได้ให้ความสนใจ คือ
1. อาหารโปรตีน อาหารโปรตีนมีความจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโต การให้นมการให้เนื้อ และการผสมพันธุ์ ซึ่งมีอยู่มากในปลาป่น เนื้อป่น กากถั่วเหลือง กากถั่วลิสง กากมะพร้าว กากเมล็ดฝ้าย และในพืชตระกูลถั่ว เช่น ใบกระถิน และถั่วฮามาตา เป็นต้น
2. อาหารพลังงาน อาหารแป้งเมื่อกินเข้าไปแล้วก็ถูกเปลี่ยนรูปเป็นอาหารพลังงาน เพื่อให้ระบบต่างๆ ของร่างกายได้ทำงานตามปกติ เช่น การเคลื่อนไหว การเคี้ยว การย่อยและอื่นๆ อาหารแป้งหรืออาหารพลังงานมีมากในปลายข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง มันสำปะหลัง และรำข้าว เป็นต้น
1. อาหารโปรตีน อาหารโปรตีนมีความจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโต การให้นมการให้เนื้อ และการผสมพันธุ์ ซึ่งมีอยู่มากในปลาป่น เนื้อป่น กากถั่วเหลือง กากถั่วลิสง กากมะพร้าว กากเมล็ดฝ้าย และในพืชตระกูลถั่ว เช่น ใบกระถิน และถั่วฮามาตา เป็นต้น
2. อาหารพลังงาน อาหารแป้งเมื่อกินเข้าไปแล้วก็ถูกเปลี่ยนรูปเป็นอาหารพลังงาน เพื่อให้ระบบต่างๆ ของร่างกายได้ทำงานตามปกติ เช่น การเคลื่อนไหว การเคี้ยว การย่อยและอื่นๆ อาหารแป้งหรืออาหารพลังงานมีมากในปลายข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง มันสำปะหลัง และรำข้าว เป็นต้น
3.
อาหารแร่ธาตุ
อาหารแร่ธาตุนับว่ามีความสำคัญต่อระบบโครงสร้างหรือกระดูกโดยเฉพาะธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัสซึ่งมีมากในกระดูกป่นหรือเปลือกหอยป่น นอกจากนี้สัตว์ก็ยังต้องการแร่ธาตุอื่นๆ
อีก สำหรับระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกายและระบบการผสมพันธุ์ เช่น ธาตุ-เหล็ก
ทองแดง โคบอลต์ สังกะสี แมงกานีส แมกนีเซียม ซีลีเนียม โซเดียม
และโพแทสเซียมเป็นต้น ซึ่งเกษตรกรจะต้องจัดหาให้สัตว์กินเพิ่มเติมทั้งในรูปเกลือธรรมดาและเกลือ
ประเภทพวกแร่ธาตุปลีกย่อย ซึ่งอาจเป็นผงสำหรับผสมอาหารสัตว์
หรือทำเป็นก้อนสำหรับให้สัตว์เลียกิน
4. วิตามิน สัตว์โดยทั่วๆ
ไปต้องการวิตามินสำหรับการเจริญเติบโตและการผสมพันธุ์ แม้ว่าสัตว์บางชนิด
เช่น สัตว์เคี้ยวเอื้องจะสามารถสังเคราะห์วิตามินบีเองได้วิตามินที่สำคัญที่ควร
ให้แก่สัตว์ เลี้ยง ก็คือ วิตามินเอ ดี บีต่างๆ เค อี และซี
เกษตรกรจำเป็นต้องจัดหาวิตามินให้สัตว์กินตามความเหมาะสมตามชนิดของสัตว์
และความต้องการในระยะต่างๆ ของการเจริญ-เติบโตหรือการผสมพันธุ์
5. น้ำ
สัตว์เลี้ยงนอกจากต้องการอาหารแล้วก็ยังต้องการน้ำด้วย
สัตว์จะตายในเวลาอันรวดเร็วหากว่าขาดน้ำ
แต่จะยังมีชีวิตอยู่ได้นานถ้าขาดอาหารน้ำนับว่ามีความสำคัญต่อระบบการทำงาน ต่างๆ
ของร่างกาย โดยเฉพาะระบบหมุนเวียนของโลหิตและระบบขับถ่าย จึงควรที่เกษตรกรจะต้องดูแลให้สัตว์มีน้ำสะอาดกินตลอดเวลา
ตามปริมาณความต้องการของสัตว์นั้นๆ
โรคสัตว์ โรคของสัตว์เลี้ยงยังนับว่าเป็นปัญหาที่สำคัญของการเลี้ยงสัตว์ในบ้านเรา ปัจจุบันนี้ เพราะมีโรคระบาดต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตสัตว์และเศรษฐกิจหลายโรค ผู้เลี้ยงสัตว์จึงจำเป็นต้องเรียนรู้สาเหตุ อาการการป้องกัน และการรักษาโรคสัตว์นั้นด้วยตนเองสำหรับใช้ดำเนินการในเบื้องต้น เพื่อจักได้แก้ไขปัญหาได้ทันเหตุการณ์
ปัจจุบันมีโรคหลายโรคที่สามารถทำการป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนให้แก่สัตว์ เลี้ยงเป็นการล่วงหน้า เกษตรกรจำนวนมากยังเข้าใจผิดคิดว่าวัคซีนมีไว้สำหรับรักษาโรค และจะไม่ทำวัคซีนให้สัตว์เลี้ยงจนมีโรคเกิดแล้วจึงติดต่อให้เจ้าหน้าที่ของ รัฐบาลไปทำการฉีดวัคซีนให้ จึงทำให้โรคระบาดต่างๆ ยังเป็นปัญหาอยู่ทั่วไป
แนวทางในการป้องกันโรคในหลักการใหญ่ๆ
ที่ยึดถือปฏิบัติกันก็คือ
1.
การฉีดวัคซีนป้องกันโรคสัตวล่วงหน้า
วิธีป้องกันที่ดีที่สุดในการป้องกันมิให้สัตว์เลี้ยงเป็นโรคระบาดตายก็คือ
การทำวัคซีนป้องกันโรคสัตว์ล่วงหน้าก่อนที่สัตว์จะป่วยเป็นโรคเพราะวัคซีนมี
ไว้สำหรับป้องกันโรคมิใช่รักษาโรค
อย่างไรก็ตามวัคซีนช่วยให้โอกาสที่ สัตว์ป่วยเป็นโรคน้อยลง แต่มิได้หมายความว่าเมื่อทำวัคซีนแล้วสัตว์จะไม่เป็นโรค โดยทั่วๆ ไปสัตว์ที่ทำวัคซีน ๑๐๐ ตัวจะไม่เป็นโรคประมาณ 70-80 ตัว อีก 20-30 ตัวอาจจะเป็นโรคได้ถ้าสัตว์อ่อนแอหรือมีเชื้อโรคเข้าไปมากๆ จึงควรที่เกษตรกรจะเข้าใจตามนี้ด้วย
อย่างไรก็ตามวัคซีนช่วยให้โอกาสที่ สัตว์ป่วยเป็นโรคน้อยลง แต่มิได้หมายความว่าเมื่อทำวัคซีนแล้วสัตว์จะไม่เป็นโรค โดยทั่วๆ ไปสัตว์ที่ทำวัคซีน ๑๐๐ ตัวจะไม่เป็นโรคประมาณ 70-80 ตัว อีก 20-30 ตัวอาจจะเป็นโรคได้ถ้าสัตว์อ่อนแอหรือมีเชื้อโรคเข้าไปมากๆ จึงควรที่เกษตรกรจะเข้าใจตามนี้ด้วย
2. การป้องกันโรคทางอื่น
การป้องกันโรคทางอื่นๆ ที่ควรจักได้ทำควบคู่กับการทำวัคซีนก็คือ
2.1 การจัดหาที่ให้สัตว์อยู่เป็นหลักแหล่ง
ไม่ปนกับสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ของชาวบ้าน
2.2 การจัดทำรั้วกั้นโดยรอบเพื่อมิให้สัตว์หรือคนเข้าไปในคอกสัตว์
2.3 การไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าไปในคอก เพื่อป้องกันการนำโรคจากภายนอกเข้ามา
2.4 การใช้ยาฆ่าเชื้อโรคภายในคอกและทางผ่านก่อนเข้าคอก
2.5 การให้อาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวก่อนเข้าคอก หากจำเป็นต้องทำ
2.6 การไม่นำอาหารจากที่อื่นเข้าไปกินในคอก
2.2 การจัดทำรั้วกั้นโดยรอบเพื่อมิให้สัตว์หรือคนเข้าไปในคอกสัตว์
2.3 การไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าไปในคอก เพื่อป้องกันการนำโรคจากภายนอกเข้ามา
2.4 การใช้ยาฆ่าเชื้อโรคภายในคอกและทางผ่านก่อนเข้าคอก
2.5 การให้อาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวก่อนเข้าคอก หากจำเป็นต้องทำ
2.6 การไม่นำอาหารจากที่อื่นเข้าไปกินในคอก
3.
การคัดเลือกผสมพันธุ์สัตว์ให้มีความต้านทานโรค
ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์พบว่าการคัดเลือกผสมพันธุ์สัตว์ให้มีความต้านทานโรค บางโรค
อาจจะทำได้แม้จะไม่ได้ผลเต็มที่แต่ก็ช่วยให้โอกาสสัตว์เป็นโรคหรือได้รับ
อันตรายจากโรคน้อยลง เช่น โคที่มีเลือดพันธุ์บราห์มันซึ่งตามปกติจะพบว่ามีความทนทานต่อโรคไข้เห็บ
เมื่อเอาวัวพันธุ์นี้มาผสมกับโคนมพันธุ์แท้หรือโคเนื้อพันธุ์แท้จากต่าง
ประเทศ ลูกผสมที่เกิดมาจะมีความทนทานต่อโรคนี้ได้ดีขึ้น
ตามอัตราส่วนของเลือดโคบราห์มันที่มีอยู่ในโคลูกผสมนั้น ถ้ามีมากก็มีความคุ้มโรคมาก
เป็นต้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น